Daily Archives: 27/06/2017

รวบกลุ่มเขมรลักลอบขนไม้พะยูง

รวบกลุ่มเขมรลักลอบขนไม้พะยูงมีนายทุนกัมพูชาหนุน

จนท.ปางสีดาจับกองทัพเขมรขนไม้พะยูงเกือบครึ่งร้อย สารภาพอยากได้เงิน นายทุนเขมรหนุนหาเสบียงให้
วันนี้ (27 มิ.ย.) นายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติปางสีดา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่เขตการจัดการอุทยานแห่งชาติปางสีดาที่ 3 (คลองเกลือ) ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าจะมีกลุ่มคนลักลอบทำไม้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา ในวันที่ 26 มิ.ย. 60 จึงได้ออกตรวจลาดตระเวนตามเส้นทางล่อแหลม จนมาถึงบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ ป่าเขาสะโตน (ป่าเนิน 800) ท้องที่หมู่ 10 บ้านท่ากะบาก ตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ในเขตอุทยานแห่งชาติปางสีดา ขณะทำการดักซุ่มพบกลุ่มคนประมาณ 40 คน เดินมาตามเส้นทางชักลากไม้ ด้านหลังสะพายเป้ไม้พะยูงพร้อมสัมภาระ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม กลุ่มบุคคลดังกล่าวตกใจและได้วิ่งหลบหนีเข้าป่าไป สามารถทำการติดตามและควบคุมตัวมาได้ จำนวน 9 คน เป็นชาวกัมพูชาทั้งหมด

จากการสอบถามเบื้องต้น ยอมรับว่าได้เข้าไปลักลอบทำไม้พะยูงจริง จากการชักชวนของเพื่อนให้เข้ามาทำงานยังฝั่งประเทศไทยโดยบอกว่าจะได้เงินเยอะ แต่ไม่บอกว่าให้มาทำงานอะไร โดยให้ตนและพวก จำนวน 41 คน ออกค่าใช้จ่ายเอง แต่มีนายทุนชาวกัมพูชาเป็นผู้จัดเตรียมเสบียงอาหาร สัมภาระทั้งหมดให้ ตนและพวกเดินทางข้ามมายังฝั่งประเทศไทย นอนรออยู่บริเวณชายป่ายูคาลิปตัสติดกับแนวเขตประเทศกัมพูชา อยู่ 1 คืน จนเวลาประมาณเที่ยงของวันรุ่งขึ้น มีรถกระบะ สีขาว ไม่ทราบยี่ห้อ จำนวน 4 คัน คนขับรถยนต์เป็นชาวไทยทั้งสี่คันเข้ามารับและขับรถกระบะมาส่งพวกตนบริเวณป่ายูคาลิปตัสติดกับบ้านภักดีแผ่นดิน ตำบลหนองหมากฝ้าย อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ใกล้กับแนวเขตอุทยานแห่งชาติปางสีดา เวลาประมาณ 16.00 น. ของวันเดียวกัน

ทั้งนี้มีชายกัมพูชา จำนวน 3 คน นำทางเดินขึ้นเขา ซึ่งสองในสามคนมีมีดพก จำนวน 2 เล่ม ติดตัวไปด้วย ได้พาเดินนำทางมุ่งหน้าเข้าเขตอุทยานแห่งชาติปางสีดา ใช้เวลาประมาณ 4 วัน จนถึงแหล่งที่ตัดไม้ใช้เวลาแปรรูปไม้อีกประมาณ 5 วัน จากนั้นจึงเริ่มชักลากโดยการเป้สะพายเดินป่ามาเป็นเวลาประมาณ 4 วัน จนมาพบเจ้าหน้าที่และถูกควบคุมตัวได้ในที่สุด

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติปางสีดา กล่าวว่า จากการตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุโดยรอบอย่างละเอียดพบไม้พะยูงแปรรูป จำนวน 75 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.813 ลูกบาศก์เมตร เลื่อยโซ่ยนต์ 2 เครื่อง บาร์เลื่อย ขนาด 36 นิ้ว จำนวน 1 อัน จากนั้นได้ให้ชาวกัมพูชาที่จับได้แบกไม้ลงจากเขา เพื่อบันทึกตรวจยึดจับกุมส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปางสีดา อำเภอเมืองสระแก้ว ดำเนินคดีตามกฎหมายป่าไม้ พร้อมทั้งดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

สลด พ่อช๊อคตายในห้องน้ำ

พ่อช๊อคตายในห้องน้ำ ลูกคิดว่าเมาหลับจึงนอนเฝ้าทั้งคืน
ความคืบหน้ากรณี ร.ต.อ.กนกพล แก้วธานี รอง สว.(สอบสวน)สภ.เซกาอ.เซกา จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งจากนางดารณี ไกรทัศน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 เมื่อวานซืน(25มิ.ย.) ว่า มีคนเสียชีวิตในห้องน้ำที่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 8 ที่บ้านศรีอำนวย จึงรายงาน พ.ต.อ .อนุสรณ์ มั่งมี ผกก.ทราบ จึงไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมด้วย แพยร์ รพ.เซกาและมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์มังกรหนองหิ้ง

ที่เกิดเหตุพบศพนายพีระพันธ์ หงษ์ทวี อายุ 54 ปี สภาพศพนอนหงายนุ่งเพียงผ้าขาวม้าผืนเดียวอยู่ข้างอ่างน้ำ ไม่มีร่อยรอยการต่อสู้หรือบาดแผลใดๆ ในร่างกาย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วราว 10 ชั่วโมง โดยมีเด็กหญิงอาทิตยา หงษ์ทวี อายุ 9 ขวบและเด็กหญิงจิรดา อายุ 7 ขวบน้องสาวร้องไห้ อย่างน่าเวทนาอยู่ข้างศพผู้เป็นพ่อและมีจดหมายเขียนเอาไว้ 3 ฉบับวางอยู่ใกล้ศีรษะ ฉบับแรกเขียนว่า”ทำไมคุณพ่อไม่ตื่นสักที หนูคิดถึงคุณพ่อมาก ทำไมคุณพ่อไม่ตื่น หรือว่าคุณพ่อไม่รักหนู ลาก่อน” ฉบับที่ 2 “โอ้คุณพ่อที่รัก ขออย่าให้คุณพ่อตาย ขอให้คุณพ่อฟื้น ขอให้อยู่กับหนูตลอดไป และขอให้เป็นจริง สาธุ”และฉบับที่ 3 หัวกระดาษมีวาดรูปการ์ตูนเป็นรูป 3 พี่น้องโดยมีน้องชายคนเล็กวัยเพียงปีกว่าๆ ยืนอยู่ตรงกลาง มีข้อความว่า“หนูร้องไห้ไม่หยุด เพราะคุณพ่อไม่รักหนูสามคน” ทำเอาคนที่เห็นจดหมาย 3 ฉบับนี้แล้วต่างน้ำตาซึมไปตามๆ กัน

เด็กหญิงอาทิตยา เล่าว่า เมื่อ 3เดือนก่อน พ่อแม่ทะเลาะกัน แล้วแม่ทิ้งให้อยู่กับพ่อ พ่อจะเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามไว้ขายในบ่อซีเมนต์หลังบ้าน แต่กุ้งยังไม่โตพอขาย และก็ตายไปหลายตัวจึงเครียดดื่มเหล้า พอเมามักจะไปอาเจียนในห้องน้ำ โดยมีลูกเป็นคนคอยเอาผ้าไปเช็ดหน้าเช็ดตัวให้ คืนวันเสาร์ก็เช็ดตัวให้พ่ออีก ระหว่างนั้นพ่อกรนเสียงดังแล้วเงียบไป จับตัวพ่อเย็นจึงเอาผ้ามาห่มให้และนำน้ำมาวางไว้บนศีรษะเผื่อพ่อหิว แล้วจึงพาน้องเข้านอน

เด็กหญิงกตัญญู เล่าเหตุการณ์ต่อไปว่า หลังจากตื่นมาตอนสายวันอาทิตย์จึงพาน้องไปอาบน้ำ พบว่าพ่อยังไม่ตื่น จึงเอามืออังดูที่จมูกไม่มีลมหายใจ สงสัยว่าพ่อตาย จึงได้เขียนจดหมาย 3 ฉบับ หลังจากนึ่งข้าวเสร็จจึงออกจากบ้านไปซื้ออาหารมากินกับน้อง มีเพื่อนบ้านหลายคนว่าพ่อไปไหนไม่เห็นออกจากบ้าน จึงบอกว่าพ่อตายแล้วในห้องน้ำก็ไม่มีใครเชื่อ จนมาถึงคนขายไก่ย่างจึงมาดูพบว่าพ่อตายจริงๆ

ต่อมาเวลา 15.00 น.วันที่ 26 มิ.ย 60 ที่เมรุวัดพูลสุขวราราม บ้านหนองหิ้ง ต.ท่ากกแดง อ.เซกา จ.บึงกาฬ มีพิธีฌาปนกิจศพของนายพีระพันธ์ หงษ์ทวี อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 8 บ้านศรีอำนวยพร ต.ท่ากกแดง โดยมีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงมของลูกสาวผู้ตาย 2 คนคือเด็กหญิงอาทิตยา หงษ์ทวี หรือจ๋อมแจ๋ม อาย 9 ขวบนักเรียนชั้น ป.4 และเด็กหญิงจิรดา หงษ์ทวี หรือเจี๊ยบ อายุ 7 ขวบนักเรียนชั้น ป.1 ทั้งคู่เรียนอยู่โรงเรียนชุมชนบ้านห้องหิ้ง นายพีระพันธ์ได้เสียชีวิตในห้องน้ำโดยมีผู้พบศพในช่วงสายวันอาทิตย์ผ่านมา

นางสัน หงษ์ทวี อายุ 26 ปีภรรยา หลังจากทะเลาะกับผู้ตายได้ทิ้งลูกไปพร้อมกับลูกสาวคนเล็กสุดท้อง ยังไม่หย่านมหนีไปทำงานที่กรุงเทพกับเพื่อน หลังจากทราบสามีตายจึงรีบกลับมา ไม่คิดว่าจะหย่าขาดไปเลยยังรักและเป็นห่วงลูกๆ

ปคม.ล่อซื้อจับร้านโอเกะ

ปคม.ล่อซื้อจับร้านโอเกะลอบค้าประเวณีเด็กต่ำกว่า18

ปคม.ล่อซื้อจับเจ้าของร้านคาราโอเกะปราจีนบุรี พร้อมคนเก็บเงิน ลักลอบค้าประเวณีเด็กสาวต่ำกว่า 18 ปี
เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาวันนี้(27มิ.ย.) ที่กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง ผบก.ปคม. พร้อมด้วย พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ รอง ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ปัญญา ปิ่นสุข รองผบก.ปคม. พ.ต.อ.อัครเดช เกตุเอี่ยม ผกก.2 บก.ปคม. แถลงผลจับกุม นางฐิติรัตน์ หลิน อายุ 36 ปี และ นายสุทัศน์ ชัยสัมฤทธิ์ อายุ 29 ปี ในข้อหาค้ามนุษย์ โดยแสวงหาประโยชน์มิชอบจากการค้าประเวณี โดยจับกุมได้ร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง หมู่ 1 ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา

พล.ต.ต.กรไชย เปิดเผยว่า จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปคม.ทราบว่าที่ร้านคาราโอเกะดังกล่าว มีการลักลอบค้าประเวณีหญิงสาวอายุตำ่กว่า 18 ปี เข้ามาทำงานและขายบริการจึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กบินทร์บุรี และเจ้าหน้าที่จากบ้านพักเด็กและครอบครัว จ.ปราจีนบุรี ได้ร่วมกันวางแผนจับกุม โดยแบ่งกำลังเป็น 2 ชุด คือชุดแฝงตัวเข้าไปใช้บริการ และชุดที่ดักซุ่มอยู่บริเวณใกล้เคียง

จากนั้นชุดล่อซื้อได้ทำการล่อซื้อบริการเพื่อไปร่วมประเวณีหลับนอนจำนวน 2 คน คิดค่าบริการคนละ 2,000 บาท โดยเด็กจะได้ค่าตัวคนละ 1,000 บาท ที่เหลือจะต้องเป็นค่าใช้จ่ายให้กับทางร้าน จากนั้นพนักงานทางร้านได้พาไปที่โรงแรมบ้านตะวันฉาย เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบ พบหญิงสาวในลักษณะนุ่งผ้าเช็ดตัว ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวหญิงสาวขึ้นรถเพื่อนำตัวไปให้เจ้าหน้าที่จากบ้านพักเด็กและครอบครัว จ.ปราจีนบุรี ทำการคัดแยกเหยื่อ

พล.ต.ต.กรไชย กล่าวต่อว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบร้านคาราโอเกะอีกครั้ง เพื่อเข้าตรวจสอบเงินที่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ ทั้งนี้ร้านดังกล่าวมีนางฐิติรัตน์ แสดงตนเป็นเจ้าของร้านและพบนายสุทัศน์ เป็นผู้เก็บเงินที่ทำการล่อซื้อไว้ เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวส่งสภ.กบินทร์บุรี เพื่อดำเนินการต่อไป

บิ๊กตู่ ยัน พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์-ปฏิรูป

“บิ๊กตู่”ยัน”พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์-ปฏิรูป”ไม่ขัด”รธน.”

“นายกฯ”ยัน”พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์-ปฏิรูป”ไม่ขัด”รธน.” ระบุที่ผ่านมาถกฝ่ายกฎหมายมาตลอด แขวะ มีแต่นักการเมือง พูดให้มีปัญหา วอน เพลาๆประเด็นการเมือง

27 มิ.ย. 60 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีที่บางฝ่ายยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติและร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีการรับฟังความคิดเห็น ว่า มันไม่ขัดรัฐธรรมนูญหรอก ตนได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายมาตลอด ซึ่งการทำกฎหมายทุกฉบับมีการรับฟังความคิดเห็นมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นสปท. ได้มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นตั้งแต่เริ่มร่าง เมื่อถึงเวลามาพิจารณาในชั้นสนช. เขาก็เปิดรับฟังผ่านเว็บไซต์ยูทูปและสื่อต่างๆ ถือเป็นการรับฟังความคิดเห็นด้วยอยู่แล้ว ก็มีคนตอบโต้ไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม ขอถามว่าเรื่องเหล่านี้มีคนสนใจมากน้อยเพียงไหน คงมีแต่นักการเมืองและอะไรต่างๆ ที่มาคอยพูดจาให้มันมีปัญหาทุกเรื่องไป เพราะเขาไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงหรือเปล่า ขอให้มองประเด็นนั้นด้วย
นายกฯ กล่าวอีกว่า เขาอาจหวังดีหรือหวังไม่ดี ตนก็ไม่รู้เจตนารมณ์ แต่ที่ผ่านมา ย้อนกลับไปดูก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา มีการสร้างการรับรู้ รับฟังความคิดเห็นมากกว่ารัฐบาลก่อนๆหรือเปล่า อย่าเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตมาไล่ลารัฐบาลนี้
ซึ่งตนคงจะต้องทำความเข้าใจ เพราะยังคับใครไม่ได้มากนัก แม้จะบังคับได้แต่ตนไม่บังคับ เพียงขอให้รับฟังกันบ้าง
บางทีไม่รับฟังกันเลย แล้วไปเอาประเด็นการเมือง ประเด็นก่อนหน้านี้มาโจมตีในวันนี้ ต้องลองเทียบดูว่าวันก่อนได้ทำอะไรอย่างวันนี้หรือเปล่า นั้นคือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น ต้องปฏิรูปทางความคิดและการปฏิบัติในรูปแบบใหม่ๆ ไม่ใช่เอากฎหมายเดิมทุกอันมา กฎหมายใหม่ทำไม่ได้ กฎหมายเก่าก็ไม่ยอมรับแล้วจะอยู่กันอย่างไร
“ฉะนั้นถ้าจะยื่นศาลก็ยื่นไป จะขัดหรือไม่ขัดเป็นเรื่องของศาล ผมไม่ไปละเมิดศาล เรื่องอะไรก็ตามที่จะเป็นประเด็นทางการเมือง ผมว่าตอนนี้อย่าเพิ่งเลย ให้เขาทำให้จบกันก่อน ทั้งเรื่องไพรมารี่โหวตหรืออะไรต่างๆ เดี๋ยวก็ตีกันไปหมด กรธ. สนช. กลายเป็นทะเลาะขัดแย้งกัน จริงๆ เขาไม่ได้ขัดแย้งกัน ผมถามอาจารย์มีชัยและนายพรเพชรแล้ว ไม่มีขัดแย้ง
เพียงแต่เป็นการแสดงความคิดเห็นพูดคุยกันในสภา แต่กลับเอามาเป็นประเด็นกันทั้งหมดเลยไปกันไม่ได้” นายกฯกล่าว

นายกฯ กล่าวต่ออีกว่า แม้แต่เรื่องบัตรทอง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร ต้องไปว่ากันมาจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น แต่การทำให้ดีขึ้นก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนแปลงในระบบการบริหารจัดการใหม่หรือไม่ หรือควรเปลี่ยนแปลงแค่ไหน รัฐบาลไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการออก พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพียงแต่คิดว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ดีขึ้นในอนาคตไม่เป็นภาระงบประมาณ ยืนยันว่าไม่ทำให้ทุกคนได้อะไรที่น้อยไปกว่าเดิมเลย ที่จะมีปัญหาคือเรื่องการบริหารงบประมาณทุกส่วนให้ลงสู่ประชาชนให้ได้โดยตรงเสียก่อน ซึ่งอาจจะไม่ยินยอมกันเพราะไม่เข้าใจกัน แต่เดี๋ยวก็คงจะคุยกันได้ สื่ออย่าไปขยายความขัดแย้งให้มากขึ้นเพราะจะทำให้หาทางออกไม่ได้ และทำให้คิดกันว่าแพ้ไม่ดี เดี๋ยวสังคมจะหาว่ายอมแพ้ มันไม่ใช่ เรื่องประเทศชาติไม่ใช่สิ่งที่จะเอาชนะคะคานกัน

หุ้นไทยภาคบ่าย

หุ้นไทยภาคบ่ายปิดตลาด 1,586.45 จุด บวก 0.84 จุด หรือ 0.05%

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ – การซื้อขายหลักทรัพย์ภาคบ่ายวันอังคาร (27 มิ.ย.60) เวลา 17.00 น. ดัชนีปิดที่ระดับ 1,586.45 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.84 จุด หรือคิดเป็น 0.05% มูลค่าการซื้อ-ขายทั้งสิ้น 38,501.94 ล้านบาท

5 อันดับ หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด คือ AOT ปิดที่ 47.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท, MINT ปิดที่ 42.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท, CPALL ปิดที่ 62.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท, TASCO ปิดที่ 23.40 บาท ลดลง -0.80 บาท และ SCC ปิดที่ 508.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

โครงการสัปดาห์จิตอาสา

โครงการสัปดาห์จิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”

วันเสาร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดโครงการสัปดาห์จิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” โดยมีหน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ข้าราชบริพารในพระองค์ ร่วมกับหน่วยราชการในเขตพื้นที่และประชาชนจิตอาสาในชุมชน
ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์ในพื้นที่สาธารณประโยชน์รอบพระราชวังดุสิต  ถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ร่วมกันขุดลอกคูคลอง เก็บขยะสิ่งปฏิกูล วัชพืชและตัดแต่งกิ่งไม้ ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ ปรับภูมิทัศน์บริเวณลานวัดสวัสดิ์วารีสีมารามและชุมชนซอยโซดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ ประชาชนจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมมากมายและมีอายุแตกต่างกัน อายุสูงสุด ๘๑ ปี และอายุน้อยที่สุด ๕ ขวบ แต่ทุกคนล้วนมุ่งมั่นที่จะทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ชุมชนตามความสามารถและกำลังของตนด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและต้องการสืบสานพระราชปณิธาน “เราทำความดีด้วยหัวใจ” ด้วยกันทั้งสิ้น
นอกจากนี้ประชาชนจิตอาสาที่เข้าร่วมทำกิจกรรมจะได้รับหมวกแก๊ปพระราชทาน ผ้าพันคอประชาชนจิตอาสาพระราชทาน สมุดบันทึกความดีพระราชทานเพื่อให้เป็นกำลังใจที่จะทำจิตอาสาและรักษาความดีนี้ต่อไป

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยผู้ประสบภัยชาวสุโขทัย

วันนี้ เวลา ๑๔.๐๐ น.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสุโขทัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอก บัณฑิต มลายอริศูนย์ ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระราชูปถัมภ์
เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภคไปมอบแก่ราษฎร ๑,๐๒๔  ครอบครัวที่ประสบอุทกภัยในอำเภอเมืองสุโขทัย ณ หอประชุมโรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม  อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเป็นขวัญกำลังใจแก่ราษฎร ยังนำความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระราชูปถัมภ์  เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร  ที่ทรงห่วงใยประชาชนที่ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ ทั้งวาตภัย  อุทกภัย  และอัคคีภัย  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม  ๒๕๐๖ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อยของประชาชนในเบื้องต้น และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่รักษา สืบสานพระราชปณิธานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและคล้ายความทุกข์ของประชาชนที่ประสบภัยต่าง ๆ  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก บัณฑิต มลายอริศูนย์ ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระราชูปถัมภ์  ดำเนินการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยต่าง ๆ  อย่างต่อเนื่อง

TFEX REPORT 27 มิถุนายน 2560

ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX)ประจำวันที่ 27มิถุนายน 2560มีปริมาณการซื้อขายที่490,061 สัญญา

โดย SET50 Index Futures มีปริมาณการซื้อขาย272,855สัญญาSingle Stock Futures 189,826 สัญญา Gold Futures 22,468สัญญาโดยในจำนวนนี้เป็นการซื้อขายของ 10 Baht Gold Futures จำนวน 20,439 สัญญา ส่วน SET50 Index Options มีปริมาณการซื้อขาย4,015 สัญญา และUSD Futures 793สัญญา สำหรับสถานะคงค้างรวมของวันทำการก่อนหน้า (26มิถุนายน2560) ของทั้งตลาดรวมกันอยู่ที่ 2,216,601สัญญา
ตลาดหุ้นไทยวานนี้ดัชนีเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวกและลบ โดยมีแรงซื้อจากกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศเข้ามา โดยดัชนี SET50 ปิดที่ระดับ 999.60จุด เพิ่มขึ้น2.16จุด (0.22%) ในส่วน SET50 Index Futures ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด คือ สัญญา S50M17(141,762สัญญา)มีราคาที่ใช้ชำระราคา998.70จุดลดลง-0.5จุด และมีค่าเบสิสระหว่างราคาฟิวเจอร์สกับราคาสปอต-0.90จุดส่วนสัญญา Stock Futures ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด คือ สัญญาWHAU17 (14,220สัญญา) มีราคาที่ใช้ชำระราคา3.13บาทลดลง -0.11 บาท
ในส่วนของสินค้าโภคภัณฑ์ ราคา London Gold AM Fixing ล่าสุด อยู่ที่1250.40ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น9.55ดอลลาร์สหรัฐ (7.70) โดย Gold Futuresสัญญาที่ซื้อขายสูงสุดคือGF10Q17 (10,938สัญญา)มีราคาที่ใช้ชำระราคา20,240บาทเพิ่มขึ้น130บาท ส่วนราคายางล่วงหน้า RSS3D Futures series ที่ไกลที่สุด (RSS3Z17) มีราคาที่ใช้ชำระราคา 57.85บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น1.15 บาท
สมาชิก TFEX ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดประจำวัน 3 อันดับแรก ได้แก่บ.ล. ภัทร, บ.ล. เคจีไอ (ประเทศไทย) และ บ.ล. เครดิต สวิส (ประเทศไทย)ทั้งนี้ สัดส่วนการซื้อขายผ่านทางอินเทอร์เน็ตคิดเป็น11.38%

ประเภทผู้ลงทุน        สัดส่วนการซื้อขาย
ผู้ลงทุนสถาบัน                    30.85
ผู้ลงทุนทั่วไป                      45.42
ผู้ลงทุนต่างประเทศ                23.73

ครูหนุ่มตายเปลือย

ครูหนุ่มตายเปลือย ปริศนานานกว่า 2 วัน คาดดื่มสุรามาก

ครูหนุ่มตายเปลือย ปริศนานานกว่า 2 วัน คาดดื่มสุรามาก
วันที่ 27 มิถุนายน ร.ต.อ.สมคิด โพธิ์ขาว พนักงานสอบสวนสภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตชื่อนายอนุ เอี่ยมจันทร์พวง อายุ 42 ปี ครูโรงเรียนบ้านคลองทางหลวง เสียชีวิตอยู่ในบ้านพัก เลขที่ 42/3. ม.6 ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบแล้วจึงพร้อมด้วยพ.ต.อ.สีหเดช. สระกอบแก้ว ผกก.สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และผู้เกี่ยวข้องรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็น บ้านเลขที่ 42/3 ม.6 ต.แหลมบัว ตรงข้ามโรงเรียนวัดโคกเขมา พบนายอนุ เอี่ยมจันทร์พวง อายุ 42 ปี ครูโรงเรียนบ้านคลองทางหลวง เปลือยกายนั่งขดเสียชีวิตอยู่ในบ้าน ใกล้กันมีถังน้ำ ขวดเหล้า และอาหาร และที่โซฟา มีคราบเลือดและมีกาละมังเปื้อนเลือดอยู่ คาดว่านายอนุ ใช้เป็นที่รองเลือดจากการอาเจียน และมีคราบเลือดและน้ำเหลืองไหลทั่วบ้าน คาดว่าเสียชีวิตมากว่า 2 วันจึงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

เพื่อนบ้านบอกว่าทางโรงเรียนบ้านคลองทางหลวง แจ้งว่านายอนุ ไม่ไปสอน จึงมาตรวจสอบที่บ้าน เห็นว่าไฟฟ้าในบ้านเปิดทั่วบ้าน มีกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง จึงร้องเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบรับจึงเปิดประตูเข้าไป พบเสียชีวิตดังปรากฎ

“ ครูเป็นคนชอบดื่มเหล้ามาก เคยมีครอบครัว แต่ด้วยครูชอบดื่มเหล้าเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ครอบครัวต้องแยกทางกัน และอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวเพียงลำพัง ระยะหลังป่วยเป็นโรคตับแข็ง และอาเจียนเป็นเลือดบ่อยๆ”

เบื้องต้นพนักงานสอบสวน ให้ส่งศพนายอนุ เอี่ยมจันทร์พวง อายุ 42 ปี ผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิต ที่แท้จริงต่อไป

มือปืนป็อบคอร์น

เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง “มือปืนป็อบคอร์น”

ศาลอุทธรณ์ ชี้ หลักฐานโจทก์อ่อน – มีพิรุธน่าสงสัย ตั้งแต่ภาพถ่ายเปรียบเทียบจำเลย-มือปืนป๊อบคอร์น ไร้สื่อมวลชนยันการถ่ายภาพ ายนิ้วมือแฝงที่เกิดเหตุ-อาวุธปืน
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ บางช่วงบางตอน คดีที่ยกฟ้อง นายวิวัฒน์หรือ ท็อป ยอดประสิทธิ์ จำเลยคดีฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ กรณีถูกกล่าวหาเป็นมือปืนป็อบคอร์น ยิงใส่ระหว่างการชุมนุม กปปส.ปะทะเสื้อแดงแยกหลักสี่ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.57

โดยศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ มีการปะทะกันระหว่างผู้สนับสนุนการเลือกตั้งส.ส.กับผู้ชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้งที่แยกหลักสี่ใกล้ห้างไอที สแควร์โดยมีผู้ใช้อาวุธปืนชนิดต่างๆ ยิงตอบโต้กระทั่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุน 4 ราย โดย 1 ในนั้นได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเมื่อวันที่ 19 มี.ค.58 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำเลยแล้วจำเลยนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ได้กระทำผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกหรือใหม่ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ได้รวบรวมพยานหลักฐานจากบุคคลต้องสงสัย 22 คนรวมถึงชายชุดดำสวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้า ซึ่งถือถุงใส่ข้าวโพดสีเขียวเหลือง โดยมีการตรวจสอบภาพบุคคลดังกล่าวจากกล้องวงจรปิดของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ติดตั้งอยู่ใต้สะพานข้ามแยกหลักสี่ และจากภาพเหตุการณ์ในสื่ออินเทอร์เน็ตรวมทั้งการนำภาพเคลื่อนไหวมาบันทึกเป็นภาพนิ่งและเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ได้นำภาพเหตุการณ์ที่บันทึกในแผ่นซีดีซึ่งเป็นวัตถุพยานมีภาพชายถือถุงใส่ข้าวโพดสีเขียวเหลืองขณะเดินกลุ่มตามถนนแจ้งวัฒนะแล้วต่อมาพบชายดังกล่าวแต่งกายคล้ายกันแต่สวมหมวกไหมพรมเปิดหน้า นำมาเปรียบเทียบกันชายที่ปิดบังใบหน้าปรากฏว่ามีรูปร่างลักษณะเหมือนกันจึงเชื่อว่าชายชุดดำที่สวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้าและถือถุงข้าวโพดคือจำเลยจนเป็นเหตุให้มีการจับกุมจำเลย

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า กรณีดังกล่าวพ.ต.ท.นพดล ดรศรีจันทร์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่า มีร่องรอยการตัดต่อข้อมูลที่บันทึกอยู่ในแผ่นซีดีของกลางดังนั้นเมื่อข้อมูลที่ฝ่ายสืบสวนได้มาจากสื่ออินเทอร์เน็ตแล้วทำการคัดลอกข้อมูลภาพเคลื่อนไหวมาเก็บไว้ในแผ่นซีดีก็เป็นข้อมูลที่ได้จากอินเทอร์เน็ตซึ่งผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไปสามารถนำเข้าข้อมูลและคัดลอกข้อมูลดังกล่าวมาโดยง่าย และโจทก์ไม่มีพยานบุคคลผู้ทำการบันทึกภาพในที่เกิดเหตุมายืนยันได้ว่ามีการบันทึกภาพมาจากสถานที่เกิดเหตุและในวันเวลาเกิดเหตุ

แม้โจทก์อ้างว่ามีการบันทึกภาพเหตุการณ์จากสื่อมวลชนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย และภาพถ่ายประกอบที่มีชายชุดดำของสำนักข่าวมติชนซึ่งโจทก์อ้างว่าภาพชายชุดดำคือจำเลยยกถุงใส่ข้าวโพดที่ภายในมีอาวุธปืนเล็งยิงไปทางฝั่งผู้สนับสนุนการเลือกตั้งนั้น เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาพถ่ายชายชุดดำที่สวมหมวกไหมพรมช่วงที่ปิดใบหน้าและเปิดหน้าก็ยังไม่อาจยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าจะเป็นบุคคลคนเดียวกันเนื่องจากไม่เห็นลักษณะรูปร่างและสิ่งสำคัญอื่นๆ คงเห็นเพียงแต่หมวกไหมพรมสีดำซึ่งภาพที่คลุมหน้าก็เห็นแต่ดวงตา ปาก และไหล่ ซึ่งเป็นการยากที่จะยืนยันได้ว่าบุคคลดังกล่าวคือจำเลย เพราะเหตุว่าบุคคลที่แต่งกายชุดดำและสวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้าในวันเกิดเหตุมีจำนวน 5-6 คน และภาพที่อ้างว่าคือจำเลยเปิดใบหน้าก็ไม่ได้ถือถุงใส่ข้าวโพดและไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นเหตุการณ์ก่อนหรือหลัง และเป็นวันเดียวกันกับวันเกิดเหตุหรือไม่

ดังนั้นเมื่อโจทก์ไม่อาจยืนยันว่าภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาจากการสืบสวนไม่ได้มีการตัดต่อ การคัดลอกข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตไม่ใช่พยานหลักฐานที่ได้มาจากบันทึกของเจ้าหน้าที่ซึ่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อาจจะมีการตัดต่อแก้ไขดัดแปลงข้อมูลได้เหมือนที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไป ลำพังการสืบสวนหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำผิดจากสื่อมวลชนและข้อมูลอินเตอร์เน็ตที่โจทก์ได้มานี้จึงมีน้ำหนักน้อย

นอกจากนี้ที่โจทก์กล่าวหาจำเลยใช้อาวุธปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงถูกผู้เสียหาย 3 คน และเสียชีวิต 1 คน ก็ได้ความจากพ.ต.ท.ชุมไชศักดิ์ อัครธรอนันต์ พยานโจทก์ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่บนสะพานข้ามแยกหลักสี่ว่า เมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นได้ก้มหน้าลงไปดูเห็นผู้ตายถูกยิงและเห็นชายชุดดำถือปืนลูกซองชนิดบรรจุลูกกระสุน 5 นัดเดินออกมาจากบริเวณใต้สะพาน สอดคล้องกับพยานโจทก์และโจทก์ร่วมอื่นที่ได้ความว่าผู้ตายถูกยิงด้วยปืนลูกซอง ขณะอยู่บริเวณใกล้ศาลพระพรหม ซึ่งส่วนของตายแพทย์ได้ผ่าตัดหัวกระสุนปืนที่มีลักษณะกลมทำจากตะกั่ว ออกจากคอผู้ตาย 1 ลูก และมีภาพถ่ายชายชุดดำสวมหมวกคล้ายหมวกไหมพรมแล้วสวมหมวกแก๊ปทับถือปืนคล้ายปืนลูกซองมาประกอบยืนยันจึงเป็นหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นบุคคลคนละคนกับชายชุดดำที่สวมหมวกไหมพรมถือถุงใส่ข้าวโพดที่โจทก์อ้างว่าคือจำเลย

และแม้ภาพถ่ายจำเลยตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์ตรงกับชายชุดดำที่สวมหมวกไหมพรมเปิดหน้าแต่พี่ชายจำเลยก็ไม่ได้ยืนยันว่า จำเลยคือชายชุดดำที่ถือถุงใส่ข้าวโพด ส่วนที่จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกที่เขียนด้วยลายมือของจำเลยเองและคำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนก็ไม่ปรากฏว่ามีทนายความหรือบุคคลที่จำเลยไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วยดังนั้นคำให้การของจำเลย จึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย, 134/1 และ 134/3 โดยภายหลังจากการทำบันทึกคำให้การรับสารภาพแล้ววันรุ่งขึ้นได้จัดให้จำเลยนำชี้จุดที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพทันทีโดยไม่ปรากฏว่ายึดอาวุธปืนที่อ้างว่าจำเลยใช้กระทำผิดมาเป็นของกลาง อีกทั้งไม่ปรากฏเหตุขัดข้องว่าเพราะอะไรจึงนำอาวุธปืนมาไม่ได้ทั้งๆที่อ้างว่าจำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่ามีการตรวจพบลายนิ้วมือแฝงของจำเลยในที่เกิดเหตุอีกด้วย จึงเป็นพิรุธ

แม้โจทก์ร่วมอ้างถึงกรณีที่จำเลยให้สัมภาษณ์นักข่าวเล่าถึงประวัติและยอมรับว่าเป็นชายชุดดำที่ถือถุงใส่ข้าวโพดแต่ขณะนั้นจำเลยอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจย่อมมีความเกรงกลัวว่าจะถูกทำร้ายในภายหลังหากให้สัมภาษณ์ไม่ตรงตามความประสงค์ของเจ้าหน้าที่ กรณีจึงไม่อาจนำมารับฟังให้เป็นผลร้ายกับจำเลยได้เช่นกัน

เมื่อพยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีเพียงภาพเหตุการณ์จากสื่ออินเตอร์เน็ตและสื่อมวลชน โดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานบุคคลผู้ทำการบันทึกภาพขณะเกิดเหตุยืนยันทั้งๆที่มีประจักษ์พยานมากมายในวันเกิดเหตุ โดยมีเพียงคำให้การรับสารภาพของจำเลยซึ่งเป็นพิรุธและเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ดังนั้นจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยระหว่างฎีกา