ทัวร์ริ่งไปกับฟรีรันนิ่ง

หนุ่มคนนี้ทำให้การท่องเที่ยวมีความหมายและมุมมองใหม่ เมื่อเขาท่องโลกไปกับเล่นฟรีรันนิ่ง

ทุกสถานที่ล้วนมีความงามในตัวเอง อยู่ที่ว่าเราจะใช้อะไรสัมผัส ถ้าใช้เพียงตาก็อาจจะเห็นแค่ความสวยงามภายนอก แต่ถ้ามองด้วยความเข้าใจให้ลึกลงไปกว่านั้นและยอมรับถึงสิ่งที่มันเป็น บางที เราอาจเห็นความสวยงามในมุมที่คนอื่นไม่เคยเห็นมาก่อน
นอกจากการยอมรับและเข้าใจในสถานที่ที่ไปแล้ว เขายังทำให้ทุกที่ที่ไปมีความสนุกและเสน่ห์เพิ่มขึ้นด้วยความคิดสร้างสรรค์ของเขาราวกับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของมัน…
“กระผมคิดว่าการเล่นฟรีรันนิ่งเวลาไปเที่ยวมันทำให้สนุกขึ้นหลายเท่าตัวเลยครับ เพราะอย่างแรกเราเป็นคนชอบเที่ยวและถ่ายรูปอยู่แล้ว พอเล่นฟรีรันนิ่งได้ เราก็ไปกระโดด ไปเล่นท่าตามสถานที่ต่างๆ แล้วตั้งกล้องถ่ายเอง มันคล้ายๆ กับว่าเราทำหนังสั้นแนวแอคชั่นให้คนดูครับ”
“ต่อ” กมล ไชยศรี

ผู้ชายวัยเลข 4 กับฟรีรันนิ่ง
เกือบ 3 ปีแล้วที่ต่อเริ่มเล่นฟรีรันนิ่ง ช่วงแรกเขายอมรับว่าตัวเองเคยท้ออยู่เหมือนกัน เพราะการเริ่มในช่วงอายุ 40 ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นสภาพร่างกายหรือความรับผิดชอบต่องาน
“เราไม่ใช่วัยรุ่นแล้วเนอะ การฟื้นฟูสภาพร่างกายก็โรยราไปตามวัย บางทีวัยรุ่นเขาเล่นท่าแล้วเจ็บอาจจะใช้เวลาฟื้นฟูไม่กี่วัน แต่ถ้าเราเจ็บล่ะก็ โอ้โห เป็นอาทิตย์ บางทีหลายอาทิตย์ด้วย (หัวเราะ) ทีนี้พอเจ็บก็ทำงานไม่ได้ พอทำงานไม่ได้ก็ยังไงล่ะ เอาอะไรใช้ล่ะ (หัวเราะ) อีกอย่างคือเวลาเล่นท่าก็จะเป็นช้ากว่าเด็กๆ ด้วย เพราะเขากล้าเล่น กล้าเสี่ยงมากกว่าเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเป็นเร็วกว่าครับ บางครั้งเรายังเรียกเขาว่าอาจารย์เลย (หัวเราะ) แต่บางเรื่องกระผมก็เป็นอาจารย์เขานะ เช่น ประสบการณ์การชีวิตหรือการทำงาน เราก็เอามาแชร์กัน อีกอย่างที่กระผมประทับใจมากในสังคมฟรีรันนิ่งเลยคือ ปกติแล้วคนเราส่วนมากเวลาทำอะไรสำเร็จก็จะไปฉลองด้วยการกินเหล้ากินเบียร์กันใช่มั้ย แต่สำหรับพวกเราเวลามีใครเล่นท่ายากๆ หรือท่าที่เจ้าตัวยังไม่เคยเล่นได้ได้สำเร็จก็จะรีบมามุงดูคลิปกัน จากนั้นก็จะนำไปตัดแล้วเอามาอวดกันครับ ซึ่งนี่แหละคือมิตรภาพของพวกเรา”
ต่อบอกว่าถึงจะเคยท้อ แต่ตัวเองเป็นคนที่ถอยไม่เป็น เพราะตอนนี้ก็ยังซ้อมฟรีรันนิ่ง 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งหนึ่งในท่าที่เขาซ้อมมากว่า 3 ปีแล้ว แต่ยังทำไม่ค่อยได้คือ “ลังกาหลัง” และเนื่องจากเขาเคยเจ็บหนักด้วยท่านี้มาก่อน ทำให้เวลาเล่นก็มีแหยงๆ อยู่เหมือนกัน
(แต่เราเชื่อว่าวันหนึ่งเขาต้องทำได้…)

My Life Is Beautiful Thailand
เมื่อต่อเล่นฟรีรันนิ่งมากขึ้น ชีวิตของเขาก็ค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนไป รวมถึง “การเที่ยว” ที่ต่ออยากทำให้ผาดโผนมากขึ้น สนุกมากขึ้นด้วยการปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองออกมา
“การเตรียมตัวเที่ยวของกระผมก็แทบไม่ต่างอะไรจากก่อนหน้านี้เลยครับ กระเป๋าหนึ่งใบกับ Go Pro หนึ่งตัวเราก็ออกไปลุยได้แล้ว ซึ่งการเที่ยวมันก็เหมือนเราไปพักผ่อน ที่สำคัญคือเราอยากทำอะไรให้เต็มที่สักครั้งในชีวิตด้วยครับ อย่างที่ชอบๆ เลยก็ Leh Ladakh ประเทศอินเดีย ซึ่งเมืองที่นี่มีเสน่ห์มากกก และที่พีคกว่านั้นคือกระผมได้ไปโดดที่ Pangong Lake ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลกด้วย อีกที่คือปราสาทนครวัดที่กัมพูชา ยิ่งใหญ่และอลังการมากกกก ตอนนั้นก็ไปกระโดดจนฝรั่งตกใจ (หัวเราะ)”

เราอาจจะคิดว่าการที่ต่อไปเล่นฟรีรันนิ่งตามสถานที่ต่างๆ นั้น ทำไปเพราะความสนุกและคึกคะนองเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า? คำตอบคือ ‘ ไม่ใช่’ เพราะทุกที่ที่ไป เขาต้องศึกษามาเป็นอย่างดีเสมอว่าที่ไหนเล่นได้ ที่ไหนเล่นไม่ได้ โดยเฉพาะต่างประเทศ ถ้าที่ไหนเล่นได้ เขาก็จะเล่น ที่ไหนเล่นไม่ได้ก็เคารพสถานที่ด้วยการไม่เล่น แต่ถ้าที่ไหน 50 – 50 เขาลุย !!
“พอเราเริ่มเที่ยวมากขึ้นๆ เพื่อนในเฟสก็เชียร์กันว่า เฮ้ย! ไปทำเพจสิ เที่ยวแบบเอ็งสนุกดีว่ะ เราก็เลยลองทำขึ้นมาครับ ชื่อ My Life Is Beautiful Thailand ซึ่งก็จะเป็นการรวบรวมภาพและประสบการณ์ต่างที่เราไปโดดมาให้ทุกคนได้ดู ซึ่งกระผมจะเขียนกำกับใต้ภาพเสมอว่าการทำแบบนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัว ห้ามลอกเลียนแบบ เพราะกว่าจะทำได้แบบนี้กระผมต้องฝึกหนักมากเพื่อมาใช้ในการแสดงให้ทุกคนดูครับ”
จุดเริ่มต้นการเดินทางของเหล่าฟรีรันนิ่งรุ่นใหม่
“พี่ เที่ยวแบบพี่ต้องทำยังไงบ้าง ใช้เงินเยอะมั้ย”
ต่อมักจะได้ยินคำถามแบบนี้จากน้องๆ ที่เล่นฟรีรันนิ่งด้วยกันอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งที่เขาทำคืออธิบายว่าการเที่ยวแบบประหยัดเป็นอย่างไร ควรจะทำอะไรบ้าง และวางแผนยังไง
“กระผมสนับสนุนเต็มที่อยู่แล้วครับ เพราะแทนที่พวกเขาจะเอาเวลาไปสำมะเลเทเมา ก็เอามาเล่นฟรีรันนิ่งแล้วออกเดินทางดีกว่า ซึ่งเราก็จะคอยแนะนำเรื่องช่องทางหาเงิน เช่น ลองถ่ายคลิปลงยูทูปซึ่งก็อาจเป็นช่องทางหนึ่งที่มีรายได้เข้ามา หรือบางทีถ้ารู้ว่าที่ไหนเปิดรับนักแสดงผาดโผนก็จะคอยส่งข่าวให้น้องๆ ครับ ไม่มีไรมาก ทำงาน เก็บเงิน เดินทาง จบ (หัวเราะ)”
อาจจะเป็นความบังเอิญหรือดีเอ็นเอของฟรีรันนิ่งก็ไม่ทราบ เพราะต่อบอกว่าเขาไม่เคยชักจูงให้น้องๆ ออกเดินทางเหมือนที่เขาทำเลย เนื่องจากทุกคนล้วนมีความฝันเป็นของตัวเอง เขาเคารพในการตัดสินใจของทุกคน แต่วันนี้สิ่งเล็กๆ ที่ต่อทำได้เริ่มจุดประกายให้เหล่าฟรีรันนิ่งรุ่นใหม่เริ่มออกเดินทางตามหาความฝันของตัวเองแล้ว…