ข่าวการเมือง

ศาลฏีกาสั่งจำคุก8ปี ‘นพ.สุพัฒน์’ ค้ามนุษย์แรงงานพม่า

ศาลฏีกา พิพากษายืน สั่งจำคุก 8 ปี 9 เดือน “หมอสุพัฒน์” ค้ามนุษย์แรงงานชาวพม่า ด้านตัวแทนสภาทนายความชื่นชมตร.เพชรบุรี สร้างบรรทัดฐานความจริงกฎหมายค้ามนุษย์ ให้ปรากฏเป็นกรณีศึกษา

ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเพชรบุรี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อ 473/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 4330/2557 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นายสรพงษ์ หรือกะลา ไม่มีชื่อสกุล หรือนายสรพงษ์ ใจขัน โจทก์ร่วมที่ 1 นางผ่อนหรือพร ไม่มีชื่อสกุล โจทก์ร่วมที่ 2,นายตะแง ไม่มีชื่อสกุล โจทก์ร่วมที่ 3 พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อดีตอายุรแพทย์ รพ.ตำรวจ จำเลย ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยมีนายตะแง โจทก์ร่วมที่ 3 พ.ต.ท.ประสงค์ กุลจิตติปราณี รอง ผกก.ป.สภ.ท่ายาง นายสรไกร ศรศรี น.ส.ศิริวรรณ ว่องเกียรติไพศาล ทนายความจากสภาทนายความ และน.ส.สุทธิมาศ สังข์อ๋อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายคุ้มครอง สำนักงานคุ้มครองและป้องกันการค้ามนุษย์ มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN)ร่วมรับฟัง ส่วนพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ จำเลยไม่ได้มาร่วมฟัง เนื่องจากถูกจำคุกโทษประหารชีวิต อยู่ ณ เรือนจำบางขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำคำสั่งศาลฏีกาไปอ่านให้ฟัง

คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วม ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมหลายวาระ กล่าวคือให้ที่พักพิงซ่อนเร้น และช่วยเหลือนายสรพงษ์ หรือกะลา และนางผ่อน หรือพร ชาวพม่าที่หลบหนีเข้าเมืองให้พ้นจากการจับกุม โดยรู้อยู่แล้วว่านายสรพงษ์ และนางผ่อน ไม่มีใบอนุญาตทำงาน และแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ใช้กำลังข่มขู่บังคับขู่เข็ญโดยใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวกักขังนายสรพงษ์และนางผ่อน บังคับใช้แรงงานข่มขืนใจให้ทำงานโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายเสรีภาพแก่นายสรพงษ์ นางผ่อน และ ด.ญ.มะเหมี่ยว ด.ช.มะขาม บุตรของนายสรพงษ์และนางผ่อน บังคับให้ทำงานเป็นกรรมกรโดยไม่ได้รับค่าจ้าง เป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และ บังคับขู่เข็ญกักขังนายตาแงและข่มขืนใจให้ทำงานโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายเสรีภาพ บังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างอันเป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 1,356,200 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 756,200บาท โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 234,000 บาท ลงโทษความผิดตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด รวมจำคุก 8 ปี 42 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานให้ที่พักพิงซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุม ศาลพิจารณาลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 8 ปี 33 เดือน ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 600,000 บาท ให้แก่ ชำระค่าสินไหมโจทก์ร่วมที่ 2เป็นเงิน 300,000 บาท ชำระค่าสินไหมโจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 100,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าความผิดฐานให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น และช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม และความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานโดยฝ่าฝืนต่อกฏหมาย คดีขาดอายุความแล้ว ให้ยกฟ้องในส่วนนี้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ พิพากษายกฟ้องในส่วนนี้ ส่วนอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เหลือจำคุก 8 ปี 9 เดือน และให้ชำระค่าสินไหมแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 600,000 บาท ให้แก่ ชำระค่าสินไหมโจทก์ร่วมที่ 2เป็นเงิน 300,000 บาท ต่อมาจำเลยขอประกันตัวและยื่นฏีกาคำสั่งศาล ศาลรับฏีกา แต่ระหว่างประกันตัวจำเลยซึ่งต้องโทษหลายคดี และมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิตหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ประเทศเมียนมาร์นานกว่า 2 ปี กระทั่งถูกติดตามจับกุมตัวกลับมาและถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำบางขวาง ในโทษประหารชีวิตคดีฆ่าผู้อื่นและอำพรางซ่อนเร้นศพ

กระทั่งวันนี้ศาลเพชรบุรีได้อ่านคำพิพากษาศาลฏีกา โดยพิเคราะห์ว่าหลักฐานของพยานโจทก์เป็นไปด้วยความสมเหตุสมผล เชื่อว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พิพากษายืนตามศาลชั้นอุทธรณ์ คงจำคุก พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ 8 ปี 9 เดือน และให้ชำระค่าสินไหมแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และ โจทก์ร่วมที่ 2

ด้านนายสรไกร เปิดเผยว่า คดีนี้นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เป็นกรณีศึกษาถึงคำนิยามความหมายของคำว่าค้ามนุษย์ เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการค้ามนุษย์ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการคุมขัง หน่วงเหนี่ยวล่ามโซ่ ทำร้ายทุบตี เนื่องจากคดีนี้เป็นการบังคับโดยวิธีที่คนทั่วไปมองไม่เห็นไม่มีการล่ามโซ่ ไม่มีการกักขัง แต่มีการใช้ลูกเมียเป็นตัวประกัน มีการยึดบัตรยึดเอกสารแจ้งความดำเนินคดีเพื่อใช้กระบวนการทางกฎหมายข่มขู่บังคับให้แรงงานจำเป็นต้องทำงาน ซึ่งต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจเพชรบุรี ที่ใส่ใจเข้าใจในความหมายของคำว่าค้ามนุษย์ และติดตามช่วยเหลือดำเนินการทางกฎหมายจนสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจากการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของนายสามารถ นุ่มจุ้ย และ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ สองสามีภรรยาชาว ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ต่อมาปลายปี 2555 นายสุเทพ เลาหะวัฒนะ พี่ชาย พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ได้ชี้เบาะแสจนพบรถกระบะของคนทั้งสองในบ้านพัก พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ที่ จ.นนทบุรี และพบแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองในไร่ดังกล่าว ทั้งยังพบว่ามีการทารุณ แรงงานชาวพม่าหลายคนที่ทํางานโดยมิได้รับค่าตอบแทน จากนั้นมีการขุดพบซากโครงกระดูกมนุษย์จำนวน 3 ซากภายในไร่ส่วนตัวของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ที่ ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ตรวจพิสูจน์ทางดีเอ็นเอแล้วพบว่าเป็นโครงกระดูกของนายอิต้า แรงงานชาวพม่าที่สูญหายไป พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีได้สั่งฟ้อง พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ 3 ข้อหา 1.คดีลักทรัพย์และรับของโจร พิพากษาจำคุก 5 ปี 2.ร่วมกันฆ่าคนตายโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ฯลฯ คดีถึงที่สุดเมื่อศาลพิพากษาประหารชีวิต และ 3.คดีรับคนงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน,ให้ที่พักพิงซ่อนเร้นแก่คนงานต่างด้าวเพื่อให้พ้นการจับกุม และข้อหาค้ามนุษย์ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว และ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ซึ่งศาลฏีกาพิพากษาสิ้นสุดในวันนี้
แชร์ข่าว :